5 สารพิษ ภัยไร้สาย

น.พ.สิทธา ลิขิตนุกูล แพทย์เวชปฏิบัติศูนย์บริการสาธารณสุข 14 ได้ให้คำแนะนำว่า ผู้ใช้งานจะต้องเป็นผู้หมั่นคอยตรวจสอบอุปกรณ์ในมือด้วยตนเอง เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อต่อสุขภาพ โดยมีวิธีตรวจสอบเบื้องต้นดังนี้

1. อุปกรณ์ไม่สามารถชาร์จไฟได้เต็ม

2. เมื่อชาร์จแบตเตอรี่ไปได้ไม่นาน แล้วเกิดอาการร้อนที่ผิดปกติ

3. เมื่อนำแบตเตอรี่มาทดลองหมุนบนพื้นโต๊ะ แล้วสามารถหมุนได้แสดงว่าแบตเกิดอาการบวม นูน เป็นที่ชัดเจนเลยว่าแบตเสื่อมแล้ว

4. หากแบตเตอรี่บวมแล้วมีน้ำซึมออกมา หรือมีสนิมสารเคมีมาเกาะ แสดงว่าแบตเสื่อมจนไม่สามารถใช้งานได้แล้ว ให้รีบเปลี่ยนแบตเตอรี่ทันที

คุณหมอบอกอีกว่า ในแบตเตอรี่มีสารเคมีมากมายเป็นส่วนประกอบ หากมันไม่อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้อย่างปกติ เราอาจจะเสี่ยงต่อพิษของสารเคมีต่างๆ ได้ดังนี้

1. แคดเมียม ซึ่งหากสะสมในร่างกายในปริมาณถึงระดับหนึ่งก็จะก่อให้เกิดโรคไตวายได้ และเป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งโดยการสูดดม

2. ตะกั่ว เป็นสารก่อมะเร็ง และมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลางระบบย่อยอาหาร ไต โลหิต หัวใจ การพัฒนาของทารกในครรภ์

3. ลิเธียม ก่อให้เกิดการการระเคืองต่อจมูก ลำคอ ทำให้หายใจติดขัด ถ้ากลืนกินเข้าไปจะมีฤทธิ์กัดกร่อนทำให้เกิดอาการเจ็บคอ ปวดท้องและอาเจียนได้ ถ้าเข้าตาจะทำให้เกิดการระคายเคืองและอาจทำให้ตาบอด

4. ทองแดง ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบหายใจ และเป็นอันตรายหากกลืนกิน

5. นิเกิล เป็นสารก่อมะเร็ง เมื่อหายใจเข้าไปอาจทำให้เกิดอาการหอบหืด หลอดลมอักเสบ หายใจติดขัดและทำให้ผิวหนัง อักเสบ และถ้ากลืนหรือกินเข้าไปอาจก่อให้เกิดอันตรายได้
ซึ่งการตรวจหาสารพิษต่างๆ ในร่างกาย สามารถตรวจได้ตั้งแต่การตรวจร่างกายภายนอก จนถึงการตรวจหาสารพิษทางโลหิตวิทยา แต่ทางที่ดีผู้ใช้งานก็ควรใช้อุปกรณ์ในมืออย่างระมัดระวัง นอกจากสามารถอำนวยความสะดวกได้แล้ว ก็ต้องมีสุขภาพที่ดีไปพร้อมๆ กัน อย่าให้ถึงขนาดใช้ไปป่วยไป หรือใช้เทคโนโลยีแล้วต้องใช้เงินเพิ่มเติมในการรักษาตัวเอง


ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง