การพัฒนาคน ตามวิถีธรรมชาติ

 คำว่า "คน" หรือ "มนุษย์" เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็น Asset หรือทรัพยากรที่มีคุณค่ายิ่ง สำนักงานการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือที่เรียกย่อๆ ว่า "สภาพัฒนาฯ" เริ่มนำมาใส่ตั้งแต่แผน 7-8 เริ่มต้นด้วยการให้ "คน" เป็นศูนย์กลางการพัฒนาและการพัฒนาที่จะสำเร็จได้ต้องมีการบูรณาการกัน หรือศัพท์ภาษาอังกฤษ คือ Integration

โดยเฉพาะ "คน" นั้นมีชีวิตความเป็นอยู่ซึ่งเราก็เรียกว่าเป็น "องค์รวม" เป็น Holistic การดำรงชีวิตของเขานั้นแยกออกได้เป็นหลายด้าน แต่ทุกด้านมีความสำคัญและมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน แยกง่ายๆ มีสามด้าน คือ ด้านพฤติกรรม ด้านจิตใจ และด้านความรู้ความคิดที่เรียกว่า "ปัญญา" ชีวิตทั้งสามด้านสัมพันธ์กันตลอดเวลา ไม่สามารถแยกจากกันได้


คำว่า "พฤติกรรม" คือ การแสดงออกและเคลื่อนไหวทางกาย ทางวาจา โดยสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ทั้งทางสังคม คือ "เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน" และสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ หรือทาง "วัตถุ" เริ่มตั้งแต่ปัจจัยสี่ คือ สิ่งที่บริโภคเครื่องใช้สอยต่างๆ จนกระทั่งคือ "ธรรมชาติ" แวดล้อมอย่างที่เราเรียกกันในสมัยปัจจุบัน ตลอดจนการทำมาหาเลี้ยงชีพ มีการเคลื่อนไหวไปด้วย "พฤติกรรม" ในเรื่องต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับ "จิตใจ" ดังเช่น พฤติกรรมที่แสดงออกมาในทางที่ดีเป็นคุณ ไม่ทำร้ายเบียดเบียนก็ทำให้จิตใจมีความสุข ตรงข้ามถ้าพฤติกรรมนั้นทำด้วยจิตใจฝืนก็ไม่มั่นคงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมกับจิตใจ


ในทางตรงกันข้าม จิตใจก็ต้องอาศัยพฤติกรรม เช่น เมื่อได้ทำพฤติกรรมที่เคยนั้นหรือถูกใจก็ชอบใจสบายใจ จิตใจก็มีความสุข นอกจากนี้ พฤติกรรมก็ต้องอาศัย "ปัญญา" มาเกี่ยวข้องด้วย การที่เราจะแสดงอะไรออกมานั้นเราต้องมีความรู้ความคิดเข้าใจอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างมีเหตุมีผล เราก็ทำพฤติกรรมออกมาภายในขอบเขตของ "ปัญญา" ซึ่งสัมพันธ์กันอย่างแยกกันไม่ได้ เช่น ถ้ามีปัญญาน้อย พฤติกรรมแสดงออกก็อาจตื้นเขินไม่มีประสิทธิภาพ แต่ถ้ามีความรู้ความเข้าใจ มีปัญญามากก็สามารถวางแผนพฤติกรรม ได้ละเอียดได้ผลมาก

 พร้อมกันนี้ปัญญาก็ส่งผลต่อจิตใจด้วย คือเกิดความสุขหรือเราเจอกับคนอื่นเห็นหน้าบึ้ง จิตใจเราก็มีความโกรธไม่สบายใจได้ และตรงข้าม "ปัญญา" ก็เหมือนกัน ต้องพึ่งพาอาศัย "พฤติกรรม" ก็จะได้ปัญญา เราต้องทำพฤติกรรมในการหาข้อมูล รู้จักพูด รู้จักถาม ตั้งคำถามให้เป็น เราก็ไม่ได้ให้ข้อมูล ไม่ได้ข้อแนะนำที่ดี ไม่ได้แนวคิดอะไรต่างๆ ปัญญาก็ไม่พัฒนา แต่ถ้ารู้การมีพฤติกรรม กายวาจาดี ก็ช่วยให้ได้ "ปัญญา" ตรงข้าม ปัญญาก็ต้องอาศัยจิตใจด้วย ถ้าจิตใจมีความเพียร อดทนใจสู้เจอปัญหาไม่ถอย คือว่าปัญหาก็คือปัญญา เพราะจะรับจิตใจเป็นฐานที่จะทำให้เกิดปัญญาทำงานและได้ศักยภาพดี


เพราะฉะนั้น การพัฒนาทั้ง 3 ด้านนี้ จะต้องไปด้วยกัน โดยส่วนตัวสุดท้ายสำคัญที่สุดก็คือตัว "ปัญญา" ซึ่งถือว่าเป็นตัวปลดปล่อยทำให้พฤติกรรม ได้ส่งนำไปในทางที่ "ถูกต้อง" และเป็นตัวปลดปล่อยจิตให้เป็นอิสระด้วย
หากเรามองย้อนดูถอยหลังมองถึงธรรมชาติมนุษย์ให้ลึกเข้าไปอีก คำถามว่า องค์ประกอบ 3 ด้าน ที่กล่าวข้างต้นที่สำคัญในการดำเนินชีวิตว่าด้วย "พฤติกรรม จิตใจ และปัญญา" กว่าจะบรรลุได้ถึงการมีวุฒิภาวะมีการดำรงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ อยู่ในสังคมได้รอดปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้นั้น ต้องมีการ "พัฒนา" ทั้งพฤติกรรม จิตใจและพัฒนาปัญญา อยู่ๆ จะเกิดมาแล้วมีครบเลยเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด จะต้องมีการพัฒนา และถามว่าทำไมเราจะต้องมี "การพัฒนา" ด้วยเล่าเรื่องนี้โยงถึง "ธรรมชาติ" ของมนุษย์ว่า มนุษย์ชี้ทาง "ธรรม" ว่าเป็นสัตว์ที่ต้องฝึกฝน ทำไมจึงว่าเป็น "สัตว์" ที่ต้อง "ฝึก" เราลองเทียบดูกับสัตว์อื่น เช่น ช้าง ม้า หมู หมา วัว ควาย ลิง ฯลฯ เป็นตัวอย่าง


สัตว์โดยทั่วไปนั้นหาดูคร่าวๆ หรือพูดแบบกว้างว่าเป็นสัตว์ที่ไม่ต้องฝึกเพราะอะไรเพราะมันอยู่ได้ด้วย "สัญชาตญาณ" ไม่ใช่ว่าไม่ต้องฝึกเลยมันมีการเรียนรู้บ้างแต่เรื่องเล็กน้อย ส่วนใหญ่ยังอยู่ด้วย "สัญชาตญาณ" เพราะฉะนั้น เมื่อเกิดมาแล้วหรือคลอดออกมาแล้วยังใช้เวลาไม่นานในการที่จะเรียนรู้แล้วก็ดำรงชีวิตอยู่ได้ สัตว์บางชนิดคลอดออกมาแล้วประเดี๋ยวก็เดินได้ เช่น ลูกม้า ลูกวัว ลูกควาย ลูกสุนัข มันก็อยู่รอดได้ เริ่มดำเนินชีวิตได้ เพราะฉะนั้น เราจึงพูดแบบคร่าวๆ โดยเปรียบเทียบกับ "มนุษย์" ว่ามันเป็นสัตว์ไม่ต้องฝึก คือไม่ต้องเรียนรู้ ไม่ต้องฝึกหัดพัฒนา มันอยู่ได้ด้วยสัญชาตญาณ


การพัฒนาคน ตามวิถีธรรมชาติ thaihealthส่วนมนุษย์เป็น "สัตว์พิเศษ" คือ "เป็นสัตว์ที่ต้องฝึก" ถ้าไม่ฝึก คือ ไม่เรียนรู้ไม่ฝึกหัดพัฒนาแล้วจะไม่สามารถดำรงชีวิตได้ อยู่ไม่รอดและไม่สามารถมีชีวิตที่ดีงามได้
เพราะฉะนั้น จะเห็นว่า "มนุษย์" เกิดมาแล้วต้องอาศัย "พ่อแม่" เป็นต้น เลี้ยงดูอุ้มชู ซึ่งใช้เวลานานหลายปี บางทีเป็นสิบๆ ปีกว่าที่จะดำเนินชีวิตได้ เพราะคนหรือ "มนุษย์" อาศัย "สัญชาตญาณ" ได้น้อยที่สุด แต่เขาต้องอาศัยการฝึกลองพิจารณาดูให้ชัดๆ ว่าระหว่างที่ "พ่อแม่" เป็นต้น เลี้ยงดูเขานั้น ตัวเขาเองทำอะไร ตัวเขาเองก็ไม่ได้อยู่เปล่าๆ เขา "เรียน" อยู่ตลอดเวลา ช่วงเวลาระยะแรกเรามักมองไปที่คนอื่นว่า "เลี้ยง" แต่เจ้าตัวละ เจ้าตัวก็เรียน "เลี้ยงจึงคู่กับเรียน"...พ่อแม่เลี้ยงลูกก็เรียน ซึ่งก็คือการเรียนรู้ฝึกหัดพัฒนาภาษาซึ่งทางการ เรียกว่า การ "กล่อมเกลา" .. "Socialization"


ทุกอย่างที่มนุษย์ได้มาในการดำเนินชีวิต เราต้อง "เรียนรู้" "ต้องฝึกหัด" .. "ต้องพัฒนา" ขึ้นมาทั้งสิ้น เราไม่ได้มาเปล่าเหมือนสัตว์ชนิดอื่นเลย เรียกว่า "พ่อแม่" ทำให้เกิดแล้วต้อง "ลงทุน" ... ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ชีวิตเลือดเนื้อ พ่อแม่มีให้กับลูกหมดเลย เพื่อการพัฒนา เราต้องเรียน เราต้องฝึกตั้งแต่เริ่มหัด ตั้งไข่ นอนคว่ำ นอนหงาย เดินเตาะแตะ ฝึกหัดการกิน การพูด การนั่ง การนอน การขับถ่าย ทุกอย่างบอกได้เลยว่าต้องได้มาจากการ "ฝึกหัด" ทั้งหมด เพราะฉะนั้น จึงเป็น "สัตว์พิเศษ" ต้องฝึกหัดพัฒนาที่เรียกว่า "สิกขา" หรือ "การศึกษา"


การที่ต้องเรียนต้องฝึกจึงเอาตัว "รอดได้" หรือ "ดำเนินชีวิตอยู่ได้" มองในแง่หนึ่งเทียบกับสัตว์อื่นมักเป็น "ข้อด้อย" ของมนุษย์ แต่มองอีกที เป็นข้อดีของมนุษย์ เพราะการเป็นสัตว์ที่ต้องฝึกนี้มีค่าความหมายทางบวกว่าเป็น "สัตว์ที่ฝึกได้" ส่วนสัตว์อื่นเป็นสัตว์ที่ฝึกไม่ได้คือไม่ใช่ฝึกไม่ได้เลย แต่ฝึกได้น้อยเหลือเกิน เพียงพอให้การดำเนินชีวิตเบื้องต้นได้ เรียนรู้นิดหน่อย แล้วต่อจากนั้นก็ฝึกไม่ได้อีก ถ้าฝึกได้บ้างต่อจากนั้นก็ต้องให้มนุษย์ฝึกได้ ตัวมันเองฝึกตัวเองไม่ได้ เช่น ลิง ช้าง หมา ม้า เป็นต้น คนก็เอามาฝึกได้ ให้ทำโน่นทำนี่เอามันมาใช้ทำงานหรือเล่นละครสัตว์หาเงินทองได้ เป็นต้น แต่ก็ได้ในขอบเขตนิดหน่อย ต่อจากนั้นก็อยู่ได้ด้วยสัญชาตญาณมันเกิดมาอย่างไรก็ตายไปอย่างนั้น แต่ส่วนมนุษย์เป็นสัตว์ที่ฝึกได้ คือ เรียนรู้ฝึกหัดพัฒนาได้ และฝึกได้อย่างแทบไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้น เมื่อมนุษย์เริ่มฝึกหัดพัฒนาแล้วก็จะงอกงามดีงามยิ่งขึ้นๆ จนทิ้งห่างจากสัตว์ชนิดอื่นไปหมด

"มนุษย์" สามารถถ่ายทอดภูมิธรรม ภูมิปัญญา กันต่อมา อารยธรรมและวัฒนธรรมที่สะสมมาจากรุ่นของบรรพบุรุษไม่รู้กี่ร้อยปีกี่พันปีแล้วมนุษย์สามารถเรียนรู้ได้ในเวลาอันรวดเร็วและยังสามารถพัฒนาต่อยอดต่อไปอีกได้ ด้วยการ "ฝึกฝนตนเอง" หรือเรียก "ลับมีด" ด้วยตนเอง... มนุษย์สามารถสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ทาง "วัตถุ" ให้เกิดมี "เทคโนโลยี" ... สร้างโลกมนุษย์ขึ้นมาต่างหากจาก "โลกของธรรมชาติ" ...สามารถที่จะทำแม้คอมพิวเตอร์...สร้างดาวเทียม....สร้างอะไรต่างๆ สามารถพัฒนาภูมิปัญญาจนกระทั่งกลายเป็น "บุคคลที่วิเศษสุด" ประเสริฐล้ำเป็น "พุทธะ" ได้ เพราะฉะนั้น เราจึงตั้ง "พุทธะ" นี้เป็นตัวแบบไว้เพื่อเตือนให้มนุษย์รู้ตัวว่า "เขาเป็นมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์ที่ฝึกได้ที่พัฒนาได้ ถ้าไม่ยอมหยุดในการฝึกฝนค้นคว้าพัฒนาก็จะเป็นได้กระทั่ง "พุทธะ" ซึ่งถือว่าเป็นผู้ประเสริฐกว่า "เทวดา" ตลอดจนพระพรหมทั้งหมด


แต่มนุษย์นั้นถ้ายังไม่ฝึกจะด้อยกว่าสัตว์ทุกชนิดเลยทีเดียว แต่ถ้าฝึกแล้วจะประเสริฐเหนือกว่า "เทพ" กว่า "พรหม" ทั้งหลายทั้งหมด แม้แต่ เทพ..พรหมก็ต้องการนมัสการนอบน้อม เคารพ บูชา มนุษย์ที่ฝึกเสร็จ การระลึกถึงองค์ "พุทธะ" เป็นการให้กำลังใจแก่มนุษย์เพื่อจะระลึกถึงศักยภาพของ "ตน" ในความเป็นสัตว์ที่พัฒนาได้


รวมความว่า "มนุษย์" เป็นสัตว์ที่จะมีชีวิตที่ดีงามได้ด้วย "การศึกษา" คือ "ต้องเรียนรู้ฝึกหัดพัฒนา" ความจริงข้อนี้จะต้องถือเป็นหลักประจำของภาวะมนุษย์ เขาจำเป็นต้องพัฒนามนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่อยู่รอดได้ด้วย การ "ฝึกฝนพัฒนา" และยิ่งฝึกฝนพัฒนาก็ยิ่งจะเจริญงอกงาม บรรลุความดี ชีวิตประเสริฐยิ่งขึ้นตามสำคัญหลักการนี้เป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับ.."ธรรมชาติของมนุษย์"


ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นการพูดถึง "หลักการทั่วไป" และเรื่องชีวิตมนุษย์ไม่ได้จบเพียงแค่นั้น กล่าวคือ การดำเนินชีวิตของมนุษย์นั้นเป็นการให้สัมพันธ์กับ.. "เพื่อนมนุษย์" ด้วยที่เราเรียกว่าเป็น "สังคม" หรือเรียกภาษาชาวบ้าน ว่ามนุษย์เป็น "สัตว์สังคม" เพราะฉะนั้น เพื่อจะช่วยให้มนุษย์แต่ละคนพัฒนาได้อย่างดี มนุษย์จึงมาช่วยเหลือกัน โดยสร้างระบบการอยู่รวมกันหรือระบบสัมพันธ์ ที่เรียกว่า... "ระบบสังคมที่เกื้อกูล"


การจัดสรรระบบสังคมแห่งความเป็นอยู่ร่วมกันให้ดีให้กลับมาช่วยเกื้อหนุนการพัฒนาของแต่ละคนนั้นเป็น...หลักสำคัญยิ่งในทางพุทธศาสนา ด้วยเหตุนี้ทางพระพุทธศาสนาท่านจึงแยกเรื่องของการพัฒนามนุษย์เป็น 2 ส่วน
ส่วนหนึ่งเรียกว่า.. "ธรรม" คือ เรื่อง "พฤติกรรมพร้อมทั้งจิตใจและปัญญาของแต่ละคนที่เขาจะต้องฝึกฝนพัฒนาและ อีกส่วนหนึ่งคือ.. การพัฒนาระบบสังคมมนุษย์ให้เป็นระบบที่พึ่งพา ที่เอื้อเกื้อหนุนและนำทางการพัฒนาของแต่ละคนซึ่งเรียกว่า.... "วินัย"

คำว่า "วินัย" ไม่ได้มีความหมายแคบแค่ "ระเบียบ" แต่หมายถึงการจัดระเบียบชีวิต และระบบแบบแผนการอยู่ร่วมกันของมนุษย์สาระสำคัญ..ก็คือ..เป็นการจัดระบบความสัมพันธ์ในหมู่มนุษย์นี้ให้เอื้อ เกื้อหนุน และช่วยนำทางการพัฒนาของแต่ละคน ให้แต่ละคนพัฒนาความสามารถของตนไปได้ด้วยดี เพราะฉะนั้นเราจึงเรียก ระบบสังคมนี้ว่า.. "สังคมแห่งกัลยาณมิตร"..หมายความว่าเราพยายามให้คนมาอยู่ร่วมกันด้วยการมี กัลยาณมิตรต่อกันมา เกื้อหนุนซึ่งกันและกันในการที่แต่ละคนจะได้มีชีวิตที่พัฒนายิ่งขึ้น


โดยที่ภายในแต่ละคนก็พัฒนา "พฤติกรรม" พร้อมทั้ง "จิตใจ" และ "ปัญญา" ของตนขึ้นไป แล้วสองส่วนนี้จะมาประสานกันคือเราจะมี "สังคมที่ดีงาม" ซึ่งประกอบด้วยบุคคลผู้มีชีวิตที่ดีงาม ที่ประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ส่วน ดังกล่าวที่พัฒนาสังคมแล้ว หรือจะพูดอีกส่วนหนึ่งว่า..เราจะมีสังคมดีงาม ที่เกื้อหนุนต่อการที่แต่ละบุคคลจะพัฒนาตนให้เป็นส่วนร่วมของสังคมที่ดีงาม


ชีวิตที่ดำเนินไปได้ด้วยดี เราเรียกว่า "มรรค" ซึ่งแปลว่า ทางดำเนินชีวิต ที่ดีงาม 3 องค์ประกอบ 3 ด้าน นี้คือพฤติกรรมที่ดี จึงพร้อมด้วยจิตใจดีและปัญญาดำเนินไปได้ด้วยดี เกิดขึ้นจาก..การเรียนรู้ ฝึกหัด พัฒนา ที่เรียกว่า สิกขา หรือการศึกษา 3 ด้าน จึงเรียกว่าการศึกษาสังคม "ไตรสิกขา" คือประกอบด้วยฝึกฝนด้วยพฤติกรรม คือการพร้อมด้วยการมี "ศีล" การฝึกหัดพัฒนาด้านจิตใจ เรียกว่า "สมาธิ" และการฝึกฝนความรู้ความเข้าใจและการตัดสินใจ เรียกว่า "ปัญญา"


สามส่วนนี้แยกออกจากกันไม่ได้.. เมื่อ "คน" หรือ "มนุษย์" ฝึกหัด พัฒนาสามด้านนี้ ตั้งแต่เกิดด้วยการเลี้ยงดู "กล่อมเกลา" ของพ่อแม่ และการเรียนศึกษาของลูกนี้...ชีวิตก็ดีขึ้นทั้งสามด้านไปด้วยกัน...เมื่อพ้นมือจากอกพ่อแม่.. "เรา" เท่านั้นต้องเรียนรู้ฝึกฝนพัฒนาอย่างต่อเนื่อง...ตามที่ปราชญ์ท่านบอกว่า.. "ต้องรู้เรียนรู้ตลอดชีวิต"..ตามปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว "พ่อของเรา" ที่มีพระราชดำรัสว่า "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" ไงเล่าครับ



ที่มา : เว็บไซต์มติชน เรื่องโดย นพ.วิชัย เทียนถาวร